เส้นทางความยั่งยืนของซีพีเอฟ
ซีพีเอฟมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ประชาชน และบริษัท มาเป็นหลักในการขับเคลื่อนความยั่งยืน พร้อมยึดมั่นในหลักสากล 10 ประการตามข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact) รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals: SDGs) และความตกลงปารีส (Paris Agreement)
กรอบยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืน
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Materiality Assessment) ซึ่งได้พิจารณาบริบทการดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารตลอดห่วงโซ่คุณค่า การวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ครอบคลุมความเสี่ยงอันมีนัยสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร นำมาสู่การทบทวนกรอบยุทธศาสตร์ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ‘C-P-F’ ซึ่งประกอบด้วย 7 ด้านและ 2 พื้นฐานสำคัญ
รวมถึงสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) 17 ประการ และหลักสากลตามข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) 10 ประการ








การกำกับดูแลด้านความยั่งยืน
บริษัทกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลความยั่งยืนที่เชื่อมโยงการบริหารจัดการในระดับคณะกรรมการบริษัทและระดับจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานด้านบริหารความยั่งยืนประสานและติดตามการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนร่วมกับหน่วยธุรกิจและหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงคณะทำงานขับเคลื่อนความยั่งยืนในแต่ละด้าน อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การจัดหาอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน สวัสดิภาพสัตว์ ทั้งนี้ หน่วยงานด้านบริหารความยั่งยืนดำเนินงานภายใต้การดูแลของกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุดสายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ กรรมการบริหาร เลขานุการบริษัท และเลขานุการคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนองค์กรภายนอกและสมาคมต่างๆ
ซีพีเอฟเชื่อว่าการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนด้านกฎระเบียบช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร อันนำมาซึ่งการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัททั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซีพีเอฟจึงยึดถือการช่วยพัฒนานโยบาย กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกทางหนึ่ง บริษัทมีส่วนร่วมกับองค์กรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและการค้า เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม อย่างสม่ำเสมอในรูปของการสนับสนุนค่าสมาชิกและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในปี 2567 บริษัทได้สนับสนุนองค์กรและสมาคมเหล่านี้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 9,516,392 บาท
จำนวนเงินค่าสมาชิกสำหรับการเข้าร่วมสมาคมการค้า
หน่วย: บาท
| 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | |
|---|---|---|---|---|
| การโน้มน้าวหรือชักชวนเพื่อการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างอื่นที่คล้ายกัน | 0 | 0 | 0 | 0 |
| การรณรงค์ / สมาคม / ผู้สมัครทางการเมืองระดับท้องถิ่น ภูมิภาค หรือประเทศ | 0 | 0 | 0 | 0 |
| สมาคมการค้าหรือกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นภาษี (เช่น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ) | 6,515,265 | 8,080,204 | 8,268,738 | 9,516,392 |
| อื่นๆ (เช่น การใช้จ่ายที่เกี่ยวกับมาตรการการลงคะแนนเสียงหรือประชามติ | 0 | 0 | 0 | 0 |
| รวม | 6,515,265 | 8,080,204 | 8,268,738 | 9,516,392 |
จำนวนเงินสนับสนุนค่าสมาชิกสมาคมและสถาบันต่างๆ 3 อันดับสูงสุดในปี 2567
| สมาคมและสถาบัน | รายละเอียด | บาท |
|---|---|---|
| 1. สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย | สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทยก่อตั้งเมื่อปี พ. ศ. 2534 เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานควบคุมและให้บริการสำหรับผู้ผลิตและส่งออกเนื้อไก่จำนวนมาก สมาชิกสมาคมทั้งหมดเป็นผู้นำในการผลิตและส่งออกของไทยซึ่งมีประวัติอันยาวนานหลายสิบปีในอุตสาหกรรมไก่ สมาคมฯเป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไก่ เกรดพรีเมี่ยมแก่ลูกค้าทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง ประเทศในสหภาพยุโรป แอฟริกาใต้ เป็นต้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thaipoultry.org/ | 4,469,713 |
| 2. สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย | สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เริ่มต้นจากการรวมตัวของกลุ่มพ่อค้าวานิชที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือในการพัฒนาวงการปศุสัตว์ไทย จัดตั้งชมรมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และพัฒนาสถานะของชมรมเป็น สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และได้ขึ้นทะเบียนตามระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2521 มีวัตถุประสงค์หลักคือ การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยในการแก้ปัญหาต่างๆ ของธุรกิจอาหารสัตว์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคปศุสัตว์ไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thaifeedmill.org/ | 2,278,554 |
| 3. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย | สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับการยอมรับทั่วไป ในฐานะตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาล ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งและผลิตภาพอุตสาหกรรมไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของไทยให้ยั่งยืน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.fti.or.th | 436,256 |
ซีพีเอฟได้มีส่วนร่วมกับสมาคมและสถาบันที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของสังคมผ่านการโน้มน้าวทางนโยบายและกฎหมาย ในฐานะกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจรในด้านโปรตีนสัตว์ บริษัทมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับห่วงโซ่คุณค่าของปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับธุรกิจหลักของบริษัท ความร่วมมือหลักที่บริษัทให้การสนับสนุนในปี 2567 ได้แก่
ภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำในภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ได้ส่งเสริมความร่วมมือที่หลากหลายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำภายในปี 2583 ซึ่งช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ของประเทศ หนึ่งในความร่วมมือดังกล่าวได้แก่ การลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แนวทางการดำเนินงานประกอบด้วย การจัดทำข้อมูลปีฐาน การวิเคราะห์วัฏจักรชีวิต และการวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Gas chromatography) และการศึกษาการประยุกต์การดักจับก๊าซด้วยเทคโนโลยี Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) เพื่อจัดการก๊าซมีเทน ไนโตรเจนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการปศุสัตว์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันและเตรียมพร้อมต่อกฎระเบียบด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่อาจเข้มงวดขึ้นในอนาคต
ในปี 2567 ซีพีเอฟได้เสนอให้ TLAC ขยายความร่วมมือจาก 13 เป็น 15 สมาคม และได้จัดตั้งคณะทำงาน 2 กลุ่มสำหรับวัตถุดิบอาหารสัตว์หลัก ได้แก่ กลุ่มข้าวโพด และปลาป่น
ในปี 2568 โครงการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากข้าวโพดของ TLAC ได้รับการบรรจุเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ SCALA (โครงการร่วมระหว่าง FAO และ UNDP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมระบบเกษตรอัจฉริยะด้านภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture - CSA) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในพืชไร่และปศุสัตว์ของประเทศไทย
Thailand Taxonomy กรอบการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2566 ประเทศไทยเริ่มนำระบบ Taxonomy เข้ามาใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการจำแนกประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 เป็นการจัดระบบการจัดหมวดหมู่กิจกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ในการลดก๊าซเรือนกระจก (climate change mitigation) และครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคพลังงานและภาคการขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมสูงที่สุดในประเทศไทย โดยการจัดทำนี้ได้รับการสนับสนุนจากบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) และมีองค์กร Climate Bonds Initiative (CBI) เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิค
และในปี 2567 ประเทศไทยได้เริ่มพัฒนา Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 อย่างเป็นทางการโดยได้รับการสนับสนุนจาก IFC ภายใต้โครงการความร่วมมือทางเทคนิคด้านตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond Technical Assistance Program) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสวีเดน จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมอีก 4 ภาคเศรษฐกิจ คือ ภาคการเกษตร (รวมถึงป่าไม้) ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย โดยมี CBI และ DNV (Det Norske Veritas องค์กรรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศชั้นนำ) เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิค
ซีพีเอฟเข้ามามีส่วนร่วมผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนจากซีพีเอฟเข้าร่วมเป็นคณะทำงานจัดทำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร ซึ่งมีกลุ่มย่อย คือ
- พืชยืนต้นทั่วไปหรือพืชที่ไม่ใช่พืชไม้ยืนต้น
- การปลูกข้าวยั่งยืน
- การปลูกอ้อยอย่างยั่งยืน
- การปลูกปาล์มน้ําอย่างยั่งยืน
- การปลูกยางพาราอย่างยั่งยืน
- ปศุสัตว์
ทั้งนี้ จากการร่วมพัฒนาในคณะทำงานฯ ผู้แทนจากซีพีเอฟได้เสนอให้ CBI พิจารณาเพิ่มเติมธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําอย่างยั่งยืนเป็น subsector ตามเป้าหมายได้สำเร็จ เนื่องด้วยกิจกรรมในฟาร์มสัตว์น้ำของประเทศไทยมีแนวปฏิบัติที่ดีที่สามารถพัฒนาให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
สมาชิกสมาคมการค้าและการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2567
อันเนื่องมาจากผลกระทบทางกายภาพและการเปลี่ยนผ่านที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นของผู้มีส่วนได้เสียในการเปลี่ยนผ่านไปยังสังคมคาร์บอนต่ำ บริษัทตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจึงได้จัดให้มีแนวทางของบริษัทในการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะและการเป็นสมาชิกสมาคมการค้าในทุกหน่วยธุรกิจที่เราดำเนินการอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงปารีสที่จำกัดอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่เรายังคงมุ่งมั่นในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
บริษัทจัดให้มี โครงสร้างการจัดการและกระบวนการ การมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะและการเป็นสมาชิกสมาคมการค้า เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปยังสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีประธานคณะบริหารเป็นผู้บริหารสูงสุดที่รับผิดชอบในการตัดสินใจถึงทิศทางในการมีส่วนร่วมและติดตามผลจากการมีส่วนร่วมนั้น ผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณา ตัดสินใจและดำเนินการตามบทบาทและกระบวนการในการมีส่วนร่วม และรายงานผลให้ประธานคณะบริหารทราบอย่างสม่ำเสมอ
บริษัทมีการทบทวนและติดตามสถานะของการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะและการเป็นสมาชิกสมาคมการค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากจุดยืนของสมาคมการค้าในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของบริษัท เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินการเพื่อปรับการดำเนินการของสมาคมการค้านั้นให้กลับมาสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทเพื่อให้ก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดความสำเร็จของเส้นทางไปสู่คาร์บอนต่ำของบริษัท ของประเทศ และของโลกด้วยเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศทั้งจากภาครัฐและเอกชน
| สมาคม/ สถาบัน | รายละเอียด |
|---|---|
| 1. The Science Based Target initiative (SBTi) | ซีพีเอฟมุ่งมั่นสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2593 และเป็นบริษัทผลิตอาหารแห่งแรกในโลกที่ได้รับอนุมัติทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว สอดคล้องตามมาตรฐาน Forest, Land and Agriculture (FLAG) จากองค์กร the Science Based Targets initiative (SBTi) เทียบกับปีฐาน 2563 ซีพีเอฟตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% และ 90% สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภท non-FLAG ภายในปี 2573 และปี 2593 ตามลำดับ รวมทั้ง 30.3% และ 72% สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภท FLAG ภายในปี 2573 และปี 2593 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าสำหรับสินค้าหลักที่มีความเชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า ภายในปี 2568 |
| 2. สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) โครงการด้านเกษตรและอาหาร หรือ Agriculture and Food Pathway (F&A) | ความร่วมมือระดับโลกของสมาชิกในการหาวิธีการทางธุรกิจที่ก้าวหน้าเพื่อปรับเปลี่ยนระบบเกษตรและอาหาร ให้บรรลุระบบอาหารฟื้นฟูและมีความเสมอภาค บริษัทเป็นสมาชิกที่มีบทบาทในกลุ่มการทำงานด้านเกษตรกรรมและอาหาร ซึ่งมุ่งเน้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรม การเกษตรที่ยั่งยืน และอาหารที่ยั่งยืน WBCSD มีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอกับผู้กำหนดนโยบาย เพื่อเป็นตัวแทนของภาคเอกชนในการผลักดันการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก |
| 3. สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) | บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายท้องถิ่นในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญระดับโลกด้านความยั่งยืน เครือข่ายนี้ทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนกลยุทธ์และผลักดันการดำเนินงาน มุ่งบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนทางสังคม โดยเน้นด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เครือข่ายนี้ช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดและโอกาสในการร่วมกันขับเคลื่อนความมุ่งมั่นระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นตัวแทนของภาคเอกชนในการผลักดันการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ ESG |
| 4. โครงการ Seafood Business for Ocean Stewardship (SeaBOS) | Seafood Business for Ocean Stewardship หรือ SeaBOS เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคส่วนที่หลากหลายในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก โดยมีบริษัทอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่สุด 8 แห่งของโลกเข้าร่วมทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในการก้าวสู่การผลิตอาหารทะเลที่ยั่งยืน มหาสมุทรที่มีความอุดมสมบูรณ์ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ความร่วมมือนี้ทำงานผ่านคณะทำงานในหลายมิติ หนึ่งในนั้นคือความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมในการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ |
| 5. เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) | ซีพีเอฟ พร้อมด้วยบริษัทเอกชนชั้นนำ 8 บริษัท ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย ในปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทผู้ประกอบการในการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้และประสบการณ์ โดยเครือข่ายสนับสนุนธุรกิจไทยในการปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซีพีเอฟมีบทบาทอย่างยิ่งในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเน้นการบูรณาการกรอบ ESG การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการติดตามกฎระเบียบที่เกิดขึ้นใหม่ เครือข่ายยังเปิดโอกาสให้สมาชิกแลกเปลี่ยน มีส่วนร่วม และร่วมร่างนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ |
| 6. สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) | สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ TIPMSE เป็นองค์กรที่ถูกก่อตั้งด้วยความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน และกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมุ่งลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วในขยะทั่วประเทศ สถาบันส่งเสริมระบบการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิลที่เหมาะสม เน้นให้ขยะบรรจุภัณฑ์ถูกจัดการและรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ |
| 7. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน | ที่ปรึกษาซีพีเอฟและผู้แทนสำนักติดตามกฎระเบียบการค้า ได้เป็นตัวแทนสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ เข้าร่วมเป็นคณะทำงานด้าน Climate Change เพื่อจัดทำข้อเสนอของภาคธุรกิจในการติดตามและผลักดันนโยบายของไทยที่สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยและภาคธุรกิจ รวมถึงการให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. Climate Change และมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง |
| 8. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย | ผู้แทนสำนักติดตามกฎระเบียบการค้า ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนหลักของสภาหอการค้าฯ ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกด้านเกษตร และได้เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรของไทย เพื่อกำหนดเป้าหมายภาคเกษตรสำหรับบรรจุใน Nationally Determined Contributions ของประเทศ รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการลด GHG ภาคเกษตรต้นน้ำ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมให้แก่สมาชิกและเครือข่ายเกษตรกร |
| 9. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย | ผู้แทนสำนักติดตามกฎระเบียบการค้า ได้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานส่งเสริมและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นให้สมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเข้าใจและดำเนินการวัดคาร์บอนในสินค้า พร้อมประสานงานกับหน่วยงานรัฐเพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ |
| 10. สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย | ซีพีเอฟสนับสนุนนโยบายสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย มุ่งสู่การเป็นห่วงโซ่อุปทานปศุสัตว์ที่ยั่งยืน โดยผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และข้าว ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมวิชาการเกษตร และ สวทช. รวมถึงจัดตั้งสำนักงานปศุสัตว์ยั่งยืนในสมาคมฯ |
| 11. สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย | ซีพีเอฟร่วมสนับสนุนสมาคมผู้ผลิตไก่ส่งออกไทยในโครงการวิจัยด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่ปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะการวัด GHG จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ |
| 12. สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ | ยกระดับความเข้าใจของสมาชิกสมาพันธ์ฯ ผ่านกิจกรรมและเวิร์กช็อป เช่น “อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” |
| 13. สมาคมผู้นำเข้าและผู้ส่งออกระดับมาตรฐานเออีโอ | ซีพีเอฟมอบหมายที่ปรึกษาเป็นนายกสมาคมฯ และผลักดันการสร้างความตระหนักเรื่องคาร์บอน พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องแก่สมาชิก |
| 14. โครงการ Project Gigaton ของ Walmart | ซีพีเอฟเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Project Gigaton ซึ่งริเริ่มโดย Walmart เพื่อร่วมลดและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 พันล้านตันภายในปี 2573 โดยในปี 2567 บริษัท C.P. Foods Product Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของซีพีเอฟ ได้รับรางวัลคู่ค้าด้านความยั่งยืน “Gigaguru” |
| 15. สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (ESG Network) | สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัทจดทะเบียนและบริษัทรับอนุญาต เพื่อสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดด้าน ESG รวมถึงสนับสนุนการผนวกความยั่งยืนเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทมุ่งทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและภาครัฐในการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกและความยั่งยืนในระดับประเทศ |