เป้าหมาย

ปี 2573
ร้อยละ
ของฟาร์มสุกรแม่พันธุ์อุ้มท้องได้รับการเลี้ยงดูในระบบคอกขังรวม
ปี 2573
เพิ่มกำลังการผลิตของไข่ไก่ที่มาจากการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในโรงเรือน
ร้อยละ
ต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2565
ปี 2573
ร้อยละ
ของการเลี้ยงไก่เนื้อทั่วโลกได้รับการเสริมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ

ผลการดำเนินงาน

ปี 2568
ร้อยละ
ของฟาร์มสุกรแม่พันธุ์อุ้มท้องได้รับการเลี้ยงดูในระบบคอกขังรวม i
ปี 2568
กำลังการผลิตของไข่ไก่ที่มาจากการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในโรงเรือนลดลง
ร้อยละ
ต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2565 ii
ปี 2568
ร้อยละ
ของการเลี้ยงไก่เนื้อทั่วโลกได้รับการเสริมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ iii

หมายเหตุ:

i ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) รัสเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา มาเลเซีย และลาว

ii ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ฟิลิปปินส์ กัมพูชา มาเลเซีย และลาว

iii ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) รัสเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา มาเลเซีย อินเดีย

ร้อยละ 20 ของการผลิตโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทั่วโลกสูญเสียไปจากโรคในสัตว์ 1 ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ โดยอาจนำมาซึ่งการใช้ยาต้านจุลชีพจำนวนมาก หรือการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องทั้งในมนุษย์ สัตว์ และการเกษตร ทำให้เกิดสภาวะการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ภัยคุกคามต่อสุขภาพของโลก 2 และคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตราว 10 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2593 จากภาวะนี้ 3

บริษัทมีห่วงโซ่การผลิตอาหารที่คลอบคลุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งมั่นในการส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน ผ่านการรับรองความปลอดภัยของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้านของกระบวนการผลิต มีระบบการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสัตว์ตามหลักอิสระ 5 ประการและ 5 ด้านของความเป็นอยู่ที่ดี (5 Domains) และนำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มมาประยุกต์ใช้ในการจัดการฟาร์ม รวมถึงมีคณะกรรมการด้านสวัสดิภาพสัตว์เพื่อขับเคลื่อน "นโยบายและเป้าหมายด้านสวัสดิภาพสัตว์ระยะยาว" และคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านยาต้านจุลชีพเพื่อสนับสนุน "วิสัยทัศน์ระดับโลกด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์" ที่ปฏิบัติใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับกิจการของบริษัทในทุกประเทศซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และป้องกันโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น

หมายเหตุ:

1 Global Health Risks and Tomorrow’s Challenges (accessed on 25 December 2024), World Organisation for Animal Health, 2024. Available online: https://www.woah.org/en/what-we-do/global-initiatives/one-health/

2 Top 10 Public Health Challenges in 2025, International Multispecialty Journal of Health, 2025, Available online: Top 10 Public Health Challenges in 2025

3 Antimicrobial resistance, World Health Organization, 21 November 2023.

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทยกระดับการดำเนินธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานสากลหรือ “หลักอิสระ 5 ประการ” และ “5 ด้านของความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์” อีกทั้งยังจัดทำนโยบาย คู่มือ และแนวปฏิบัติในการจัดการฟาร์มปศุสัตว์เพื่อดำเนินงานในแนวทางเดียวกันในทุกประเทศ โดยกำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ จัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิภาพสัตว์ประจำแต่ละประเทศที่มีกิจการเลี้ยงสัตว์ และมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของแต่ละสายธุรกิจทำหน้าที่ดำเนินงานและส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ครอบคลุมทั้งฟาร์มของบริษัทและฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์

นอกจากนี้ยังจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิภาพสัตว์จากทุกประเทศ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และติดตามการดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ อีกทั้งสร้างความมั่นใจว่าการบริหารจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ขององค์กร เกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โปรตีนจากเนื้อสัตว์ของบริษัททั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของประเทศที่เป็นฐานการผลิต รวมถึงกฎระเบียบของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ข้อกำหนดของลูกค้า ตลอดจนมาตรฐานสากลด้านสวัสดิภาพสัตว์ และสื่อสารการดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ผ่านช่องทางสาธารณะขององค์กร อาทิ รายงานความยั่งยืน เว็บไซต์องค์กร และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อความโปร่งใสและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบและสมเหตุสมผล

บริษัทแสดงเจตจำนงสนับสนุนความพยายามของสหประชาชาติในการจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (United Nations efforts to combat antimicrobial resistance) ในการประชุมสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Summit) เมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2559 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมีส่วนร่วมพัฒนาห่วงโซ่อาหารโปรตีนจากสัตว์และระบบสุขภาพด้วยแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” ภายใต้ความมุ่งมั่นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1
การพัฒนามาตรฐานสากลในการใช้ยาปฏิชีวนะในการปศุสัตว์
2
การสนับสนุนให้ยุติการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโต
3
การพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และลดการใช้ยาปฏิชีวนะ
4
การพัฒนาบุคลากรทางด้านสัตวแพทยศาสตร์เพื่อการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและเหมาะสม
5
การปรับปรุงระบบการตรวจและการรายงานการดื้อยาเพื่อการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ทั้งสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อมภายใต้ความมุ่งมั่นนี้ บริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ระดับโลกด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ในปี 2560 มุ่งเน้นการผลิตอาหารที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพ และยึดหลักความยั่งยืนด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบและสมเหตุสมผล เป็นหลักปฏิบัติหนึ่งเดียวทั้งในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของบริษัท และฟาร์มในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกร โดย

  • ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่ผ่านการรับรองให้ใช้เฉพาะในคนเท่านั้น (Human-Only Antibiotics)
  • ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่ผ่านการรับรองให้ใช้ทั้งในคนและสัตว์ (Shared-Class Antibiotics) ที่สำคัญทางการแพทย์ของมนุษย์ เพื่อวัตถุประสงค์เร่งการเจริญเติบโต (Growth Promotor)
  • ปราศจากการใช้ฮอร์โมน เพื่อวัตถุประสงค์เร่งการเจริญเติบโต(Growth Promotor)

และไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการป้องกันโรค (No Prophylactic Use) หากแต่คงไว้เพื่อการรักษาตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเท่านั้น และยาทุกชนิดที่ใช้จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเทศไทยหรือตามแต่กำหนดของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจ

บริษัทได้วางแนวทางแบบองค์รวมและยั่งยืนในการควบคุมการดื้อยาต้านจุลชีพในห่วงโซ่การผลิตสุกรของบริษัทดังนี้

1
การส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบและสมเหตุสมผล
2
การจัดการสุขภาพสุกรตามแนวทาง/ข้อกำหนดการใช้ยาปฏิชีวนะ
3
การพัฒนาการทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ และวิธีการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพ
4
การพัฒนาการตรวจยีนดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR genes) ในโพรไบโอติกและวัคซีนแบคทีเรียมีชีวิต
5
การเฝ้าระวังการปนเปื้อนของแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพตลอดห่วงโซ่คุณค่า

นอกจากนี้ บริษัทยังแสดงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการลดการใช้ยาปฎิชีวนะด้วยการร่วมมือแบบสหสาขาวิชากับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และสนับสนุนนโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2568 มีงานวิจัยที่โดดเด่นอาทิ

  • ความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการติดตามเฝ้าระวังประชากรแบคทีเรียและยีนดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR genes) อย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็งสำหรับการเลี้ยงสุกรแบบปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (RWA: Raised Without Antibiotics) อย่างยั่งยืน
  • ความร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาประสิทธิภาพของโพรไบโอติกในการทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ และการประเมินผลกระทบของการใช้ยาปฏิชีวนะต่อการเกิดการดื้อยาต้านจุลชีพในฟาร์มสุกร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างนโยบายระดับชาติด้าน ‘One Health’

ด้วยความมุ่งมั่นในการลด ละ เลิกการใช้ยาปฏิชีวนะมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2561 สายธุรกิจผลิตไก่เนื้อครบวงจรมีนบุรีได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก “การเลี้ยงไก่แบบไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการผลิต ตั้งแต่โรงฟักไก่เนื้อ ฟาร์มไก่เนื้อ จนถึงโรงชำแหละและแปรรูป (Raised Without Antibiotics: RWA)” จาก NSF ประเทศสหรัฐอเมริกา

การใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาในธุรกิจสุกรและไก่เนื้อ จะไม่เป็นยาที่อยู่ในกลุ่ม “Highest Priority Critically Important Antimicrobials: HPCIAs” ประเภทที่ผ่านการรับรองให้ใช้ในคนเท่านั้น (Human Only Antibiotics) หรือประเภทที่ผ่านการรับรองให้ใช้ทั้งในคนและสัตว์ (Shared-Class Antibiotics) ซึ่งกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ตามประกาศใน Critically Important Antimicrobials for Human Medicine ฉบับที่ 5 และบริษัทได้ยกเลิกการใช้ยา โคลิสติน (Colistin) ในธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อและสุกรมาตั้งแต่ปี 2558 และ2560 ตามลำดับ

ด้านธุรกิจการเลี้ยงไก่ไข่มีการนำโปรไบโอติกและสารสกัดจากธรรมชาติมาใช้ในการรักษาไก่ที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ทำให้ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิดในฟาร์มไก่ไข่ที่ให้ผลผลิตของบริษัทและของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์

สำหรับธุรกิจการเลี้ยงกุ้ง มีการนำโปรไบโอติกมาใช้ ช่วยให้กุ้งมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นและปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการป้องกันโรค ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ
สุกร ไก่เนื้อ เป็ดเนื้อ ไก่ไข่ กุ้ง

การวิจัยและพัฒนา

การวิจัยและพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทาน เริ่มตั้งแต่นวัตกรรมอาหารสัตว์ผสมจุลินทรีย์โปรไบโอติก ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้สัตว์แข็งแรงและมีสุขภาพดีตามธรรมชาติ ลดการเจ็บป่วย ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันการนำเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่บริเวณการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่การกักตัวก่อนเข้าสู่บริเวณฟาร์ม การเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนระบบปิด การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบที่ใช้ภายในฟาร์ม ตลอดจนการควบคุมการเข้าออกของคนและยานพาหนะที่ต้องผ่านระบบฆ่าเชื้อก่อนเข้าออกฟาร์ม และการเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบฟาร์มอัจฉริยะที่นำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์มาผนวกกับการเลี้ยงสัตว์ ช่วยยกระดับการควบคุมและติดตามการดำเนินงานภายในฟาร์มให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขี้น

พันธุวิศวกรรมหรือการโคลนนิ่ง

บริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและทดสอบสายพันธุ์ตามหลักพันธุกรรมธรรมชาติ ไม่มีการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมหรือการโคลนนิ่งในกระบวนการเพาะพันธุ์สัตว์ ทั้งยังมั่นใจได้ว่าคู่ค้าธุรกิจที่ส่งมอบพันธุ์สัตว์รุ่นปู่ย่าและพ่อแม่พันธุ์ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์ตามหลักพันธุกรรมธรรมชาติ


การเลี้ยงสัตว์ การขนส่ง และการชำแหละ

บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดให้มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ปราศจากการควบคุมในพื้นที่แคบ เพื่อให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยการเลี้ยงสุกรขุน ไก่พันธุ์ ไก่เนื้อ เป็ดพันธุ์ และเป็ดเนื้อ ของกิจการในทุกประเทศเป็นการเลี้ยงแบบคอกรวม มีพื้นที่ให้สัตว์เพียงพอในการแสดงออกของพฤติกรรมตามธรรมชาติ

ส่วนในสุกรพันธุ์ บริษัทได้นำระบบการเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์อุ้มท้องในคอกขังรวมมาประยุกต์ใช้ตั้งแต่ปี 2543 และมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนให้ได้ร้อยละ 100 ในฟาร์มของบริษัทและฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ในกิจการของทุกประเทศภายในปี 2571 ส่วนในไก่ไข่ บริษัทมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงจากแบบเดิม (Conventional Cage) เป็นแบบปล่อยอิสระในโรงเรือน (Cage-Free) โดยเริ่มดำเนินการในกิจการประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 ที่ฟาร์มไก่ไข่วังสมบูรณ์ จังหวัดสระบุรี

ขณะเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ บริษัทมีนโยบายชัดเจนในการควบคุมระยะเวลาในการขนส่งสัตว์มีชีวิตทุกประเภท ในทุกประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ ให้อยู่ภายในระยะเวลา 8 ชั่วโมง ให้ได้ร้อยละ 100 บนรถขนส่งที่มีการควบคุมอุณหภูมิและระบายอากาศได้ดี เพื่อให้สัตว์อยู่อย่างสบายตลอดการเดินทาง โดยการกำหนดจุดพื้นที่การเลี้ยงสัตว์ให้อยู่ใกล้กับโรงชำแหละ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนฉุกเฉินรองรับ ในกรณีที่ลักษณะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยและนำมาซึ่งความจำเป็นในการขนส่งที่นานกว่า 8 ชั่วโมง บริษัทจะเพิ่มมาตรการลดความเครียดในการขนส่ง โดยกำหนดให้มีการหยุดรถทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อให้น้ำและตรวจสภาพสัตว์ในรถขนส่ง นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายสัตว์มีชีวิตลงจากรถขนส่งจะต้องปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์และกระทำโดยนุ่มนวลที่สุด ซึ่งรวมถึงการจัดให้อยู่ในพื้นที่ผ่อนคลาย (Unloading Area) ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและมีอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้สัตว์รู้สึกผ่อนคลายและอยู่ในอาการสงบ

ระยะเวลาเฉลี่ยในการขนส่งสัตว์มีชีวิต* (ชั่วโมง)
2567 2568
ไก่เนื้อ 1.8 1.4
เป็ดเนื้อ 3.0 3.9
ไก่ไข่ 2.0 0.6
สุกร 4.0 2.9
กุ้ง 2.3 3.2

หมายเหตุ:

*คำนวณจากระยะเวลาขนส่งสัตว์มีชีวิตของทุกประเทศที่บริษัทมีกิจการ

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการทำให้สัตว์หมดความรู้สึกหรือสลบก่อนเข้ารับการชำแหละด้วยวิธีการสากลที่ได้รับการยอมรับ โดยมีเป้าหมายให้ร้อยละ 100 ของสัตว์ทุกชนิดและทุกประเทศที่เราเข้าไปลงทุนเลี้ยงสัตว์ ที่จะเข้าชำแหละในโรงชำแหละของบริษัทจะต้องผ่านขั้นตอนการทำให้หมดความรู้สึกหรือสลบ เพื่อไม่ให้รู้สึกถึงความเจ็บปวดและทรมาน

% ของสัตว์ทุกประเภทที่จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปของบริษัทจะทำให้หมดความรู้สึกหรือสลบก่อนเข้าชำแหละ
  • ใช้กระแสไฟฟ้าในอ่างควบคุม: ไก่เนื้อ เป็ดเนื้อ ไก่ไข่ และปลา
  • ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ กระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำ: สุกร
  • ใช้น้ำแข็ง: กุ้ง
  • ใช้กระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำ: กุ้ง (บางส่วน)

การเสริมสภาพแวดล้อมการเลี้ยงสัตว์

นอกจากการดูแลและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด การเสริมสภาพแวดล้อมทางกายภาพเป็นอีกหนึ่งการเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐานของสัตว์ ให้สามารถแสดงออกทางพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ตลอดการเลี้ยงดู บริษัทจึงนำหลักการเสริมสภาพแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ทุกประเภทและในทุกประเทศที่บริษัทมีกิจการอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความไม่สบายกาย ความรู้สึกหดหู่ และสนับสนุนการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ เพื่อให้สัตว์ทุกชนิดได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมและสามารถแสดงพฤติกรรมทางธรรมชาติได้ โดยบริษัทส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้กับปศุสัตว์ที่เลี้ยงในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

การสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (%)
ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ดเนื้อ สุกร
แม่สุกร สุกรอนุบาล สุกรหย่านม-ขุน
2566 88.0 100* 83.3 41.7 60.6 90.2
2567 61.5 100* 100 56.1 40.1 89.8
2568 62.6 100* 100 58.9 83.2 90.6

หมายเหตุ:

*สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือน (Cage-Free)

ไก่เนื้อ
ถุงแกลบสำหรับการปีนป่าย
วัสดุสำหรับจิกเล่น
ไก่ไข่
คอนสำหรับยึดเกาะ
วัสดุปูพื้นสำหรับคุ้ยเขี่ยและจิกเล่น
การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด
เป็ดเนื้อ
รางน้ำสำหรับจุ่มหัวเล่น (มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ)
อุปกรณ์ให้น้ำที่เป็ดสามารถมุดหัวลงในน้ำจนมิดได้ และใช้จะงอยปากอมน้ำขึ้นมาสะบัดและแต่งขนตามร่างกายได้
สุกร
วัสดุสำหรับเคี้ยวเล่น เช่น เชือก หญ้าเนเปียร์
การเก็บตัวอย่างจากน้ำลาย

โครงการโดดเด่นในปี 2568

MooD (หมูดี) แชทบอท เพื่อสุขภาพสุกร
กิจการในประเทศไทยพัฒนาแอปพลิเคชัน หมูดี แชทบอท ให้ข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพสุกร ตั้งแต่โรคสุกร การรักษา การจัดการ การใช้ยาและวัตซีน เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสัตว์และความยั่งยืนในระยะยาว
MooD (หมูดี) แชทบอท เพื่อสุขภาพสุกร
แอฟพลิเคชัน การวินิจฉัยอัจฉริยะ
กิจการในประเทศไทยพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อยอดแอปพลิเคชันการวินิจฉัยอัจฉริยะ อำนวยความสะดวกบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการปัญหาสุขภาพสุกร เพิ่มฟังก์ชันการวิเคราะห์โรคจากรูปถ่าย โดยปัจจุบันสามารถแยกรอยโรคมัยโคพลาสมา และโรคเอพีพี ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูงในการเลี้ยงสุกรได้
แอฟพลิเคชัน การวินิจฉัยอัจฉริยะ
การศึกษาการตรวจแยกเชื้อ Salmonella
ธุรกิจไก่เนื้อกิจการประเทศไทยพัฒนาเทคนิคการแยกเชื้อ Salmonella ระดับ serotype เพื่อทดแทนวิธีเดิม พร้อมตรวจหายีนดื้อยาในขั้นตอนเดียว ด้วยเทคนิค Oxford Nanopore Whole Genome Sequencing (WGS) เพื่อสนับสนุนสัตวแพทย์ในการควบคุมและป้องกันโรคในฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาการตรวจแยกเชื้อ Salmonella

การสนับสนุนและส่งเสริม

บริษัทให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ เพื่อการปฏิบัติที่ดีต่อสัตว์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ โดยทีมสัตวแพทย์และผู้ชำนาญการของบริษัทเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้ควบคุมฟาร์ม สัตวบาล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ทุกประเภท เพื่อสร้างความตระหนักด้านสวัสดิภาพสัตว์ผ่านการประชุม สัมมนา การสอนที่หน้างานจริง และการฝึกปฏิบัติงาน รวมถึงการประชุมทางไกลคณะกรรมการสวัสดิภาพสัตว์ทั่วโลกเพื่อติดตามการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อต่ออายุวุฒิบัติเจ้าหน้าที่สวัสดิภาพสัตว์ปีก (Poultry Welfare Officer-PWO) ให้กับเจ้าหน้าที่สวัสดิภาพสัตว์ปีก

บริษัทดำเนินการอบรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้มีเจ้าหน้าที่ PWO ประจำในทุกประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ โดยเริ่มดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ในกิจการต่างประเทศตั้งแต่ปี 2560 และบรรลุเป้าหมายร้อยละ 100 ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม 2568 ที่ประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพสัตว์จากสถาบัน AW Training, UK ประเทศอังกฤษ


การอบรมสุขภาพและสวัสดิภาพของสุกร

ธุรกิจสุกรในกิจการประเทศไทย จัดให้มีการอบรม Swine Health and Welfare ในรูปแบบ e-Learning แก่พนักงานในฟาร์มบริษัทและฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เป็นประจำทุกปี ซึ่งครอบคลุมหัวข้อด้านสวัสดิภาพสัตว์ หลักอิสระ 5 ประการ (Five Freedom) พฤติกรรมสุกร สวัสดิภาพสัตว์ในโรงชำแหละและการขนส่ง เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนจะปฏิบัติต่อสุกรตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี

นอกจากนี้ บริษัทยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งการเสริมความรู้เรื่องโรคระบาดสำคัญในสัตว์ การป้องกันโรคระบาดเชิงรุก และการสนับสนุนการทำวัคซีนป้องกันโรคให้แก่ประชาชนและเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคและเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค


การส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในห่วงโซ่อุปทาน

ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งต่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์คุณภาพที่ได้รับการปฏิบัติด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีไปยังผู้บริโภค บริษัทจึงได้ประเมินการดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ในผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

การประเมินด้านสวัสดิภาพสัตว์ในผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ปี 2568
ผลิตภัณฑ์จาก การส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ กำลังการผลิต
ไก่เนื้อ จากการเสริมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ, % 62.6 4
เป็ดเนื้อ จากการเสริมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ, % 100 5
ไก่ไข่ จากการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในโรงเรือน, ล้านฟอง 41.8 6
สุกร จากแม่สุกรที่เลี้ยงแบบคอกขังรวม, % 51.4 7
กุ้ง จากแม่พันธุ์กุ้งที่ไม่ตัดก้านตา, ตัว 24 8
ปลา จากการไม่ตัดครีบ, % 100 9
การวัดผลการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ของบริษัท ปี 2568
การวัดผลการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ (WOMs) ผลการดำเนินงาน
2566 2567 2568
ไก่เนื้อ อัตราการมีชีวิตระหว่างขนส่ง (Transport Livability), % 99.80 99.91 99.75 4
เป็ดเนื้อ อัตราการมีชีวิตระหว่างขนส่ง (Transport Livability), % 99.02 99.88 99.84 5
ไก่ไข่ อัตราการมีชีวิตระหว่างขนส่ง (Transport Livability), % 98.21 98.03 98.22 6
สุกร อัตราการรอดของแม่สุกร (Sow Livability), % 96.86 95.41 95.63 7
กุ้ง ร่องรอยบาดแผล (Black Scar Lesion), % 3.13 0.52 21.56 8

หมายเหตุ:

4 ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) กัมพูชา และมาเลเซีย

5 ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

6 ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งมีการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรียนที่กิจการประเทศไทยและสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

7 ครอบคลุมกิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งมีการเลี้ยงแม่สุกรแบบคอกขังรวมที่กิจการประเทศไทย เวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และกัมพูชา

8 ครอบคลุมกิจการประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์

9 ครอบคลุมกิจการประเทศเวียดนาม

บริษัทนำการวัดผลการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ ติดตามการพัฒนาสายพันธุ์ และจัดการการเลี้ยงสัตว์ให้มีสวัสดิภาพสัตว์และสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของผลงาน (KPIs) ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์ด้วย

การตรวจประเมิน

ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดของบริษัทและของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์จากกิจการในทุกประเทศ ได้ผ่านการตรวจประเมินอย่างน้อย 1 ครั้งในทุก 3 ปี และผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์จากกรมปศุสัตว์ของแต่ละประเทศ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ และสอดคล้องตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Manufacturing Practice: GMP)

สวัสดิภาพสัตว์ชั้นสูงที่ได้รับการรับรอง 10

ไก่เนื้อ

ประเทศไทย: Global GAP by Control Union International, Farm First Poultry Welfare Standard by Lloyd’s Register UK, Compartmentalization System, Raised without Antibiotics (RWA) by NSF, National Sanitation Foundation Global Animal Wellness Standards (NSF GAWS)

เป็ดเนื้อ

ประเทศไทย: LR Poultry Scheme, Compartmentalization System

ไก่ไข่

ประเทศไทยและสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน): มาตรฐานไข่ไก่แบบไม่ใช้กรง (Cage-free Eggs Standard)

สุกร

ประเทศไทย: Raised Without Antibiotics (RWA) by NSF

ประเทศไทยและฟิลิปปินส์: Global GAP

กุ้ง

ประเทศไทยและเวียดนาม: Best Aquaculture Practices (BAP), Aquaculture Stewardship Council (ASC)

หมายเหตุ

10 การรับรองยังไม่ครอบคลุมฟาร์มทั้งหมด

จากความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการสวัสดิภาพสัตว์ข้างต้น เราจึงมั่นใจและรับรองได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารสดไปจนไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ทั้งหมดภายใต้ตราสินค้าของเรา ตราสินค้าของลูกค้า รวมถึงจำหน่ายในตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศมาจากฟาร์มที่มีคุณภาพ ถูกสุขอนามัย และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ตัวอย่างเอกสารรับรองมาตรฐานด้านการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ในระดับสากล

การสร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตร

บริษัทได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับ Seafood Task Force (STF) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวมภาคธุรกิจอาหารทะเลชั้นนำ ผู้ค้าปลีก องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานกุ้งและอาหารทะเล โดยมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและแรงงาน การส่งเสริมการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ตลอดจนการเพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน Seafood Task Force ได้จัดโครงสร้างการดำเนินงานผ่านกลุ่มคณะทำงาน (Working Sub-Groups) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากบริษัทสมาชิกและองค์กรผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดี มาตรฐาน และเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยงด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมกุ้งเพาะเลี้ยงและอาหารทะเล

โดยบริษัทเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการแรงงานอย่างมีความรับผิดชอบ การตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบ และการประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนากรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจของบริษัทและสมาชิกในภาพรวม เสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว