สิทธิมนุษยชน
เป้าหมาย

ผลการดำเนินงาน
ด้วยธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารมีความเชื่อมโยงกับผู้คนจำนวนมากตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่แรงงานในกระบวนการผลิต เกษตรกรและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงชุมชนและผู้บริโภคปลายทาง จึงสามารถส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อแรงงานไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การปฏิบัตต่อแรงงาน สภาพแวดล้อมการทำงาน ทั้งในกระบวนการดำเนินงานของบริษัทและในห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อน รวมถึงมีบทบาทโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตชุมชนและความมั่นคงทางอาหารของสังคม
ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว ตลอดจนวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง อาจยิ่งส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความเป็นอยู่ที่ดี ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ในฐานะผู้นำเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร บริษัทตระหนักถึงบทบาทในการเคารพและส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานผ่านการจ้างงานที่มีคุณค่า การพัฒนาศักยภาพ การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงโภชนาการพร้อมสุขอนามัยที่ดี และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการปกป้องระบบนิเวศและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ รวมถึงการผนึกความร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจและภาคส่วนต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างมีส่วนร่วมและระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน
แนวทางการบริหารจัดการ
ซีพีเอฟตระหนักดีว่าบุคคลทุกคนต่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตนเองอย่างเท่าเทียมกัน จึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามที่ได้กำหนดไว้ในจรรยาบรรณธุรกิจ และนโยบายต่าง ๆ ของบริษัท รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
กรอบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของซีพีเอฟ
การกำกับดูแล
บริษัทกำหนดให้ทุกหน่วยงานมีหน้าที่บริหารจัดการประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท รวมถึงห่วงโซ่คุณค่าที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยมีคณะทำงานด้านสิทธิมนุษชน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานทรัพยากรบุคคล หน่วยงานบริหารความเสี่ยง หน่วยงานจัดซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ หน่วยงานจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์กลาง และหน่วยงานบริหารความยั่งยืน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายในองค์รกรและห่วงโซ่อุปทาน รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาความยั่งยืน เพื่อกำกับดูแลให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชน
ความมุ่งมั่น
บริษัทประกาศความมุ่งมั่นผ่านนโยบายสิทธิมนุษยชน ซึ่งบูรณาการหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) ครอบคลุมแนวปฏิบัติสากลที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) และปฏิญญาว่าด้วยหลักการพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labour Organization (ILO) Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) ทั้งยังได้ผนวกประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและกระบวนการดำเนินงานของกิจการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านการจ้างงานและการบริหารแรงงาน นโยบายด้านการไม่เลือกปฏิบัติและการต่อต้านการล่วงละเมิด นโยบายด้านการบริหารความหลากหลายและยอมรับความแตกต่าง นโยบายด้านคุณภาพ นโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้าธุรกิจ เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการคุกคามในทุกรูปแบบ
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ
บูรณาการและกำหนดมาตรการ
ติดตามและรายงานผล
รับเรื่องร้องเรียนและเยียวยา
บริษัทดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตั้งแต่ปี 2559 และดำเนินการเป็นประจำทุก 3 ปี ครอบคลุม 17 ประเทศที่บริษัทมีการลงทุน การประเมินครอบคลุมทั้งพนักงานของบริษัทและ ผู้ถือครองสิทธิ์ในห่วงโซ่อุปทาน อาทิ คู่ค้าธุรกิจ เกษตรกร ผู้รับเหมา ได้แก่ พนักงาน คู่ค้าและผู้รับเหมา ลูกค้า และชุมชน อีกทั้งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ เด็ก เพศทางเลือก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ แรงงานข้ามชาติ แรงงานที่ว่าจ้างโดยบุคคลที่สาม และกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ประเด็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ (Salient Human Rights Risk Issues) ของบริษัท ประกอบด้วย
การดำเนินงานของซีพีเอฟ (รวมถึงบริษัทย่อยและบริษัทร่วมค้าที่ CPF มีอำนาจในการบริหารจัดการ)
- สภาพการทำงานของพนักงาน
- อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของพนักงาน
- อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของคู่ค้าธุรกิจและผู้รับเหมา
คู่ค้าลำดับที่ 1
- อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
- สภาพการทำงานและแนวปฏิบัติด้านแรงงาน
ทั้งนี้ในทุกสถานประกอบการที่มีประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญ (Salient Issues) บริษัทมีมาตรการลดผลกระทบและกระบวนการเยียวยาครบร้อยละ 100
บริษัทยังประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment: HRIA) จากประเด็นความเสี่ยงสำคัญ ซึ่งการตรวจสอบเชิงลึกในการดำเนินงานของบริษัทและห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนากระบวนการและมาตรการในการป้องกันและจัดการประเด็นความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพนักงาน คู่ค้าธุรกิจ รวมถึงชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีกระบวนการติดตาม ทบทวน และเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนเป็นประจำทุกปี
ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับหลักสากล บริษัทมีนโยบายการแจ้งเบาะแสและข้อร้องเรียน (Whistleblowing Policy) และช่องทางการร้องเรียนกลางที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย ได้แก่ แบบฟอร์มร้องเรียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์บริษัท โทรศัพท์สายด่วน โทรสาร และอีเมลเฉพาะสำหรับการแจ้งเบาะแส ซึ่งบริหารจัดการโดยคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่รายงานการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ของซีพีเอฟ ประจำปี 2568
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
การจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย
นโยบายด้านการบริหารความหลากหลายและยอมรับความแตกต่าง
นโยบายสิทธิมนุษยชน
นโยบายเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติและการต่อต้านการล่วงละเมิด
รายงานการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
แถลงการณ์ต่อต้านการใช้แรงงานทาสและการค้ามนุษย์
การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย จึงสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน คู่ค้าธุรกิจ และชุมชนรอบโรงงานในกระบวนการระบุและประเมินประเด็นความเสี่ยงและผลกระทบ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
การสร้างความตระหนักรู้
เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนทั่วทั้งองค์กรและในห่วงโซ่อุปทาน บริษัทได้สื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับพนักงาน คนงาน และผู้รับเหมา และคู่ค้าธุรกิจผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น อินทราเน็ต อีเมล โปสเตอร์ และกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกำหนดให้พนักงานและคนงานทุกคนต้องเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรจรรยาบรรณธุรกิจและหลักสูตรพื้นฐานเป็นประจำทุกปี ซึ่งครอบคลุมถึงนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการเคารพสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
นอกจากนี้บริษัทยังจัดอบรมให้กับพนักงานในหลักสูตรข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย มรท. 8001-2563 ความรับผิดชอบทางสังคมด้านแรงงานของธุรกิจโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งหลักสูตรอื่นๆ ตามข้อกำหนดของ ลูกค้า เช่น หลักสูตร SMETA 7.0 เป็นต้น ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานขององค์กรในด้านแรงงาน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความรับผิดชอบต่อสังคมในห่วงโซ่อุปทาน
การดำเนินงานและโครงการที่สำคัญ
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนางานด้านการจัดการประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญในการดำเนินงานของบริษัทและห่วงโซ่อุปทาน โดยดำเนินงานครอบคลุมใน 3 เรื่อง ได้แก่ การส่งเสริมความหลากหลาย เสมอภาค และการมีส่วนร่วม การพัฒนากลไก การรับฟังเสียงแรงงานที่โปร่งใสและเป็นธรรม และการเคารพเสรีภาพในการสมาคมและเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ส่งเสริมความหลากหลาย เสมอภาค และการมีส่วนร่วม
บริษัทเชื่อมั่นว่าความแตกต่างและความหลากหลายด้านความคิด ทักษะ และประสบการณ์ของพนักงานเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน จึงมุ่งสร้างโอกาสและปฏิบัติต่อบุคลากรทุกคนอย่างเท่าเทียม สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ปกป้องการล่วงละเมิดหรือคุกคามทุกประเภท ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และเคารพความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ อายุ หรือความแตกต่างทางกายภาพ

การดูแลแรงงานต่างด้าว
บริษัทบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติตามหลักการจ้างงานอย่างมีจริยธรรม (Ethical Recruitment Program) ตามกรอบ Employer-Pays-Principle อย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของแรงงานตลอดกระบวนการสรรหาและการจ้างงาน บริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาแรงงานตั้งแต่ประเทศต้นทาง ครอบคลุมค่าธรรมเนียมการจัดหางาน หนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าอาหาร โดยไม่เรียกเก็บหรือหักค่าใช้จ่ายใดๆ จากแรงงานข้ามชาติ
บริษัทมีโครงการ “การเข้าเยี่ยมและพูดคุยกับพนักงานต่างชาติถึงหอพัก (Dormitory Meet-and-Greets)” อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงความคาดหวังของแรงงานต่างด้าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อให้บริษัทสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างด้าวได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการจริงของพนักงานในแต่ละพื้นที่
ในปี 2568 มีการลงพื้นที่เยี่ยมหอพักพนักงานทั้งสิ้น 13 ครั้ง ครอบคลุมสถานประกอบการของบริษัทในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการในบรรยากาศที่เป็นมิตรซึ่งช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างแรงงานและเจ้าหน้าที่จากภาคประชาสังคมทำให้แรงงานรู้สึกมั่นใจและกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น ทั้งยังช่วยให้บริษัทได้รับข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงซึ่งเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างด้าวได้เป็นอย่างดี
การจ้างงานผู้พิการ
บริษัทให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมในการจ้างงานและการเข้าถึงโอกาสทางอาชีพของผู้พิการตามที่กฎหมายกำหนดและไม่เลือกปฏิบัติ โดยดำเนินการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาตรา 33 และมาตรา 35 อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560
-
การจ้างงานภายในสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้พิการมีโอกาสเข้าถึงงานอย่างเท่าเทียมในตำแหน่งที่เหมาะสม เช่น งานธุรการ งานบัญชี งานสนับสนุนภายในโรงงานและฟาร์ม
-
การจ้างงานเพื่อชุมชนหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้พิการในกิจการสาธารณประโยชน์ อาทิ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยงานราชการ วัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงโครงการเพื่อชุมชนของบริษัท
-
การสนับสนุนการประกอบอาชีพอิสระ ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้ผู้พิการจำหน่ายสินค้าในโรงงาน

ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้พิการจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม บริษัทจึงได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้พิการให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมทักษะที่จำเป็น เช่น ความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ผู้พิการ หลักประกันสังคม ความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงทักษะด้านอาชีพ เช่น การเลี้ยงไก่ไข่ ตลอดจนติดตามเยี่ยมเยียนและประเมินสภาพความเป็นอยู่ของผู้พิการอย่างสม่ำเสมอ
การเปิดโอกาสทางอาชีพให้เยาวชน
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะและลดอัตราการว่างงานของเยาวชน บริษัทได้ดำเนินโครงการฝึกงานและสหกิจศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตและนักศึกษาเรียนรู้การทำงานจริงในกระบวนการผลิตอาหารครบวงจร โดยปี 2568 มีนิสิต นักศึกษาเข้าร่วมโครงการจำนวน 233 คน ครอบคลุมหลายหน่วยงาน เช่น ทรัพยากรบุคคล วิศวกรรมกลาง ธุรกิจสัตว์น้ำ ธุรกิจสุกร ธุรกิจไก่เนื้อ
ซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยง การบริหารจัดการและการขาย รวมถึงทักษะใหม่ๆ แก่โรงเรียน ซึ่งครอบคลุมถึงการประยุกต์ใช้ระบบ Internet of Things (IoT) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ สามารถใช้ระบบ Internet of Things (IoT) ควบคุมกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่พร้อมได้ฝึกฝนทักษะแห่งอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทได้ส่งเสริมการจ้างงานบัณฑิตใหม่ในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ โดยในปี 2568 มีการจ้างงานบัณฑิตใหม่มากกว่า 1,000 คน เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร เสริมทักษะทางอาชีพ และลดปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชน

พัฒนากลไกการรับฟังเสียงแรงงานที่โปร่งใสและเป็นธรรม
บริษัทได้ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Protection Network Foundation: LPN) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระภายนอกที่ได้รับความเชื่อถือในด้านสิทธิแรงงาน เปิดช่องทางรับฟังเสียงพนักงาน “Labor Voices Hotline by LPN” ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรับฟังเสียงของแรงงานอย่างเป็นระบบ โดย เปิดให้บริการในหลายภาษา ได้แก่ ไทย เมียนมา และกัมพูชา เพื่อให้เข้าถึงพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งยังช่วยให้พนักงานมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น ขอคำปรึกษา หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนได้อย่างเสรี

โปสเตอร์สื่อสารช่องทางรับฟังเสียงพนักงาน Labour Voices Hotline by LPN
โปสเตอร์ภาษาไทย / อังกฤษ
โปสเตอร์ภาษาเมียนมา / ไทย
โปสเตอร์ภาษากัมพูชา / ไทย
ทั้งนี้ทุกเรื่องร้องเรียนที่ได้รับจะถูกบันทึกและจัดการโดย LPN ซึ่งประสานกับหน่วยงานของบริษัทเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขอย่างเหมาะสม พร้อมรักษาความลับของผู้ร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของพนักงาน โดยในปี 2568 บริษัทได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 5 เรื่องผ่านศูนย์ “Labour Voices Hotline by LPN” ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านสภาพความเป็นอยู่ การจัดการสถานที่ และระบบค่าตอบแทน โดยทุกกรณีได้รับการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ รวมถึงมีการปรับปรุงมาตรการควบคุมภายในและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีของทุกคน
นอกจากนี้ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว LPN ได้จัดการอบรมให้กับพนักงานของซีพีเอฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานทั้งสัญชาติไทยและต่างด้าวตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ตลอดจนเข้าใจถึงแนวทาง การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนในการทำงานประจำวัน
เคารพเสรีภาพในการสมาคมและเจรจาต่อรอง
บริษัทเคารพสิทธิของพนักงานในการสมาคมหรือรวมกลุ่มในรูปแบบที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย รวมถึงการเข้าร่วมกระบวนการเจรจาต่อรองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
บริษัทโดยกิจการประเทศไทยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในกลไกคณะกรรมการสวัสดิการประจำสถานประกอบการซึ่งเป็นคณะตัวแทนของพนักงานในทุกระดับในการรวบรวมข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น และความคาดหวังของพนักงาน เพื่อนำเสนอและหารือกับฝ่ายบริหารของบริษัทในการปรับปรุงแนวทางการบริหารงานด้านสวัสดิการและสภาพการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างระหว่างกลุ่มพนักงานกับฝ่ายบริหาร เสริมสร้างวัฒนธรรมแห่ง “การรับฟังและการเคารพซึ่งกันและกัน” ในสถานที่ทำงาน
การเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการฯ ของซีพีเอฟดำเนินไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยบริษัทได้กำหนดจำนวนกรรมการให้มากกว่าขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 คน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสัดส่วนขนาดของสถานประกอบการแต่ละแห่ง โดยมีจำนวนกรรมการได้สูงสุดไม่เกิน 17 คน ทั้งนี้รวมถึงสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานในกลุ่มเปราะบาง โดยกำหนดให้คณะกรรมการสวัสดิการฯ ต้องมีตัวแทนพนักงานที่สะท้อนถึงความหลากหลายในมิติต่าง ๆ ทั้งเรื่อง เพศ สัญชาติ ศาสนา และความพิการ หากผลการเลือกตั้งไม่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน บริษัทจะจัดตั้ง คณะอนุกรรมการสวัสดิการฯ เพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าความเห็นและความต้องการของพนักงานทุกกลุ่มได้รับการรับฟังอย่างทั่วถึง

โครงสร้างและกระบวนการทำงานของคณะกรรมการสวัสดิการฯ ในลักษณะนี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างแท้จริง สร้างกลไกการสื่อสารลักษณะสองทางภายในองค์กรที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน





